ฟ้ากำหนด เริ่มดูดวง
ทำบุญ

การบริจาคร่างกาย อวัยวะ โรงพยาบาลต่างๆ

แยกเป็น 3 ประเภท เพราะหน่วยรับบริจาค เงื่อนไข และขั้นตอนหลังเสียชีวิตไม่เหมือนกัน ข้อมูลตรวจสอบ ณ 25 สิงหาคม 2569 และเป็นหน่วยงานในประเทศไทยทั้งหมด

1. การบริจาคอวัยวะ

เป็นการนำอวัยวะที่ยังใช้งานได้ไปปลูกถ่ายแก่ผู้ป่วย เช่น

  • ไต
  • หัวใจ
  • ปอด
  • ตับ
  • ตับอ่อน
  • เนื้อเยื่อ เช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือด ผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น และกระจกตา

โดยทั่วไป ผู้บริจาคหลังเสียชีวิตต้องเสียชีวิตจากภาวะสมองตายในโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ประเมินและรักษาสภาพอวัยวะได้ทันเวลา ส่วนการบริจาคขณะยังมีชีวิต เช่น ไตหนึ่งข้างหรือส่วนของตับ เป็นอีกกระบวนการหนึ่งและต้องผ่านการประเมินของศูนย์ปลูกถ่ายโดยเฉพาะ ข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

คุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ได้แก่

  • อายุไม่เกิน 65 ปี
  • อวัยวะยังทำงานได้
  • ไม่มีโรคติดเชื้อหรือมะเร็ง
  • ไม่มีเชื้อที่ถ่ายทอดผ่านการปลูกถ่าย
  • ต้องผ่านการประเมินของแพทย์เมื่อถึงเวลาจริง

เงื่อนไขบนเว็บไซต์เป็นเพียงเกณฑ์เบื้องต้น ผู้มีโรคประจำตัวไม่ควรตัดสินเองว่าไม่สามารถบริจาคได้ เพราะแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอวัยวะแต่ละส่วนอีกครั้ง

ช่องทางลงทะเบียน

  • ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ บริจาคดวงตาและอวัยวะ สภากาชาดไทย
  • โทร. 1666 หรือ 02-256-4045-6
  • ติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ชั้น 5 อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ
  • ติดต่อเหล่ากาชาดจังหวัด โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือสำนักงานที่ให้บริการทำบัตรประชาชน รายละเอียดช่องทางทั้งหมด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องบอกสมาชิกในครอบครัวให้ทราบ เพราะเมื่อถึงเวลาจริง ญาติจะมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลและยืนยันเจตนา

โรงพยาบาลที่มีศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ

ตัวอย่างศูนย์หลักในประเทศไทย ได้แก่

  • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
  • โรงพยาบาลศิริราช
  • โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • โรงพยาบาลราชวิถี
  • โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  • โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
  • โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น
  • โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
  • โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

โรงพยาบาลแต่ละแห่งปลูกถ่ายอวัยวะได้ไม่เหมือนกัน และอาจมีเงื่อนไขด้านพื้นที่ สิทธิรักษา และอายุ สามารถตรวจรายชื่อและเงื่อนไขล่าสุดได้จาก สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย และ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

2. การบริจาคดวงตา

ส่วนที่นำไปใช้เป็นหลักคือกระจกตา ไม่ใช่การนำดวงตาทั้งดวงไปเปลี่ยนให้ผู้รับ ผู้ที่สายตาสั้น ยาว เอียง เคยทำเลสิก หรือเคยผ่าตัดต้อกระจก ยังสามารถแสดงความจำนงได้

เกณฑ์เบื้องต้นของศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ได้แก่

  • อายุประมาณ 4–75 ปี
  • ไม่มีเชื้อที่อาจถ่ายทอดผ่านการปลูกถ่ายกระจกตา เช่น HIV หรือไวรัสตับอักเสบบีและซี
  • ต้องให้แพทย์ประเมินสภาพดวงตาหลังเสียชีวิต

ลงทะเบียนผ่าน ระบบบริจาคดวงตาและอวัยวะ หรือสอบถามศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยที่

  • 02-256-4039-40
  • 02-251-4200-1
  • อีเมล eyebank@redcross.or.th

เมื่อผู้แสดงความจำนงเสียชีวิต ญาติควรติดต่อศูนย์ดวงตาหรือโรงพยาบาลเครือข่ายทันที เนื่องจากการจัดเก็บกระจกตามีข้อจำกัดด้านเวลา

3. การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา

เป็นการมอบร่างหลังเสียชีวิตให้คณะแพทยศาสตร์หรือภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เพื่อใช้ในการศึกษา วิจัย และฝึกหัตถการทางการแพทย์ ผู้บริจาคจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “อาจารย์ใหญ่”

การลงทะเบียนไม่ได้หมายความว่าสถาบันจะรับร่างได้ทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาอีกครั้งจาก

  • สาเหตุการเสียชีวิต
  • สภาพร่างกาย
  • โรคติดต่อ
  • การผ่าตัดหรือบาดแผล
  • ระยะทางจากสถาบัน
  • ระยะเวลาหลังเสียชีวิต
  • พื้นที่เก็บรักษาร่างในขณะนั้น
  • ความยินยอมของครอบครัว

ควรเลือกสถาบันใกล้ภูมิลำเนา เพราะแต่ละแห่งมีเขตรับร่างและระยะเวลาแจ้งแตกต่างกัน

ตัวอย่างหน่วยรับอุทิศร่างกาย

สามารถค้นหาหน่วยกายวิภาคศาสตร์ใกล้บ้านทั่วประเทศได้จาก รายชื่อเครือข่ายสมาคมกายวิภาคศาสตร์แห่งประเทศไทย

สิ่งที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า

  1. เลือกประเภทที่ต้องการบริจาคและลงทะเบียนกับหน่วยงานโดยตรง
  2. แจ้งคู่สมรส บุตร พี่น้อง หรือญาติใกล้ชิดให้รับทราบ
  3. เก็บบัตรผู้แสดงความจำนงและหมายเลขติดต่อฉุกเฉินไว้ในที่ค้นหาได้ง่าย
  4. ตรวจสอบเงื่อนไขของสถาบันอีกครั้งหากย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนจังหวัด
  5. เมื่อเสียชีวิต อย่าฉีดฟอร์มาลินหรือดำเนินการรักษาสภาพร่างก่อนติดต่อสถาบันที่รับอุทิศร่างกาย
  6. การสมัครไว้หลายประเภททำได้ แต่การรับอวัยวะ ดวงตา หรือร่างกายพร้อมกันหรือไม่ ต้องให้แพทย์และสถาบันที่เกี่ยวข้องประสานและพิจารณาตามสถานการณ์จริง

การมีบัตรบริจาคเป็นการแสดงเจตนา ไม่ใช่การรับรองว่าจะสามารถนำอวัยวะหรือร่างกายไปใช้ได้แน่นอน การประเมินครั้งสุดท้ายเป็นหน้าที่ของแพทย์และหน่วยรับบริจาคครับ